ป้ายกำกับ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kidney แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kidney แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

Percutaneous Nephrostomy

ความหมาย คือการใส่สายระบายปัสสาวะออกจากกรวยไตผ่านทางผิวหนัง เพื่อช่วยให้ปัสสาวะที่ระบายออกจากไตข้างนั้นขับออกนอกร่างกายได้ เป็นการบรรเทาภาวะทางเดินปัสสาวะอุดตันจากสาเหตุบางประการ
สาเหตุของทางเดินปัสสาวะอุดตัน ได้แก่

  • นิ่วอุดตันในท่อไต
  • เนื้องอกอุดตันในท่อไตหรือท่อปัสสาวะ
  • ท่อไตตีบตันหลังภาวะบาดเจ็บ
วฺิดีโอ สาธิตการทำ Percutaneous nephrostomy จาก link ข้างล่างนี้
Percutaneous Nephrostomy Animation

การรับเรื่องปรึกษา เมื่อได้รับปรึกษาให้ทำ Percutaneous nephrostomy สิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือ
  • เตรียมประวัติการเจ็บป่วย,ภาพอัลตร้าซาวนด์ CT หรือ MRI ที่จำเป็นต่อการวางแผนการรักษาให้รังสีแพทย์รับทราบ
  • ประวัติการใช้ยาละลายลิ่มเลือด เช่น Warfarin หรือยาต้านเกร็ดเลือด เช่น clopidogrel
  • รังสีแพทย์นัดหมายเวลาทำหัตถการตามความเหมาะสม
ข้อควรพิจารณาเลื่อนการรักษา จนกว่าแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก่อนได้แก่

  • ภาวะเลือดออกหยุดยาก
  • ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ
  • ค่า potassium ในเลือดสูงกว่า 7 mEq/L

การเตรียมตัวก่อนการรักษา

  • ให้ผู้ป่วยดูสื่อทำหัตถการ
  • งดยาละลายลิ่มเลือด เช่น Warfarin และยาต้าน platelet ตามระยะเวลที่แพทย์ระบุ
  • เซ็นต์เอกสารแสดงความยินยอมรับการรักษา
  • รับไว้เป็นผู้ป่วยใน 
  • งดอาหารและน้ำทางปาก 6 ชั่วโมงก่อนเวลารักษา
  • ตรวจเลือดหาค่า PT, PTT, CBC, BUN/Cr
  • ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
  • ให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ เช่น Augmentin 1 gm intravenous (กรณีแพ้ยากลุ่ม Penicillin ให้ยา Vancomycin 1gm ก่อนหัตถการ 2 ชั่วโมง)
  • เตรียมยาแก้ปวด Morphine sulfate มาพร้อมกับผู้ป่วย เพื่อให้ก่อนทำหัตถการ

การเตรียมอุปกรณ์

  • เซต Suture
  • ชุด gown สำหรับแพทย์และผู้ช่วยแพทย์
  • ถุงมือสเตอไรด์ เบอร์ 7-7 1/2
  • ปากกาเขียนไวท์บอร์ด แบบ permanent
  • Betadine solution หรือ Chlorhexidine solution
  • ผ้า Drap sterile คลุมบริเวณที่จะใส่สาย
  • เข็มเบอร์ 18, 24
  • ยาชา xylocain 1% หรือ 2% with adrenaline
  • ถุงพลาสติกสเตอไรล์ไว้หุ้ม probe ultrasound พร้อมด้วยยางรัดธรรมดา 
  • Sterilized ultrasound jelly (or sterile K-Y jelly)
  • เข็ม Troca เบอร์ 18 ยาว 10-15 ซม.
  • ขวดแก้ว Sterile สำหรับใส่ของเหลวเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • Amplatz stiff guide wire 0.038” ความยาว 80 cm
  • ใบมีด No.11
  • Contrast media
  • Dilator ขนาด 6 F, 8F
  • สาย Drainage 8F
  • ถุง Reservoir bag สำหรับบรรจุปัสสาวะที่ระบายออก
  • ข้อต่อยางสำหรับเชื่อมสายระบายกับถุง reservoir bag 
  • ไหมเย็บแผล (Nilon 3-0, 2-0)
  • Normal saline สำหรับ irrigation
  • พลาสเตอร์ปิดแผล


ขั้นตอนและเทคนิค
  • ผู้ป่วยมาถึงห้องตรวจ fluoroscopy (และมี Ultrasound)
  • ให้ Morphine 5mg IV เมื่อผู้ป่วยมาถึง
  • จัดท่าผู้ป่วยในท่าคว่ำหรือตะแคงด้านที่จะใส่สายขึ้นแล้วแต่กรณี
  • แพทย์ตรวจอัลตร้าซาวดน์ เพื่อกำหนดจุดใส่สายระบาย
  • ทำความสะอาดผิวด้วย Chlorhexidine หรือ Betadine
  • คลุมผ้าสะอาดและผ้าช่อง
  • หุ้ม ultrasound probe ด้วยถุงพลาสติก sterile (หัวตรวจอัลตร้าซาวดน์แบบ sector, 5MHZ)
  • ฉีดยาชา under ultrasound guidance ผ่านผิวหนังตรงจุดที่ทำเครื่องหมายเอาไว้ และฉีดลึกลงไปผ่านการตรวจอัลตร้าซาวดน์
  • ทำ skin knick ด้วย blade No.11 
  • ใช้เข็ม Chiba needle ขนาด 18G พยายามสอดจากผิวหนังส่วนที่ฉีดยาชาเข้าไปให้ถึง Dilated renal calyx ที่วางแผนเอาไว้ เมื่อปลายเข็มถึง Calyx ถอน stylet ของเข็มออก นำ Syringe ขนาด 10 ml ลองดูดปัสสาวะออกมา ถ้าดูดได้คล่องแล้วก็เก็บปัสสาวะใส่ขวดเพื่อส่งตรวจต่อไป
  • ฉีด Water soluble iodinated contrast media เจือจาง (contrast media เจือจางประมาณ 1:1) ผ่านเข็มเข้าไปใน renal collecting system พร้อมๆกับ Fluoroscopy ไปด้วยทำให้แพทย์จะเห็นขอบเขตของ collecting system 
  • สอด 0.038" ultra-stiffed guide wire ผ่านรูเข็มเข้าไปพร้อมๆกับ Fluoroscopy ไปด้วย จนปลายที่นิ่มของ Guide wire ถึง renal pelvis แล้วหยุด Fix guide wire ไว้แล้วถอนเข็ม Chiba ออกจากตัวผู้ป่วย
  • ใช้ scalpel ใบมีดผ่าตัดเบอร์ 11 ทำรอยบากที่ผิวหนังตรงตำแหน่งที่ guide wire คาอยู่ลึกประมาณ 0.5 cm 
  • ขยายช่องทางด้วย Dilator ขนาด 6Fr โดยสอด Dilator คร่อมผ่าน stiff guidewire และดูด้วย Fluoroscopy จนเเป็นปลายของ Dilator เริ่มโผล่เข้าไปใน Dilated calyx จากนั้นก็ถอย Dilator 6Fr ออก เปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่ขึ้นคือ 8Fr ทำในเทคนิคเดียวกัน แต่ยังคา dilator 8Fr ไว้ที่ calyx ก่อน
  • ผู้ช่วยแพทย์เตรียมสาย all purpose drainage catheter 8Fr ถอดเอาเข็มแกนในออกเหลือแต่สายระบายติดกับแกนโลหะรูกลวง ยืดสายออกให้ตรงสวมแกนโลหะให้สุดปลายสาย และล็อคระบบให้ติดกัน จากนั้นแพทย์จะถอด Dilator 8Fr ออก ผู้ช่วยจะรับต่อ เพื่อนำ Dilator 8F ออกจาก guide wire เปลี่ยนเป็นสอดสายระบาย 8Fr ที่เตรียมไว้ คร่อม guide wire เข้ามาให้แพทย์ แพทย์จะรับต่อแล้วดันสายระบายจนปลายเข้าไปอยู่ใน Dilated calyx เวลานี้แพทย์จะเริ่มหมุนคลายล็อกระหว่างสายระบายกับแกนโลหะชั้นในออก แล้วดันเฉพาะสายระบายเข้าหา renal pelvis จนกระทั่งส่วนของ Pig tail loop ของสายระบายอยู่ใน renal pelvis ทั้งหมดแต่แกนโลหะและ guide wire ไม่เคลื่อนที่ (ให้อยู่ปากทางเข้า Dilate calyx เพื่อลดการบาดเจ็บต่อเยื่อบุกรวยไต) เสร็จแล้วแพทย์จะดึงไหมที่ขั้วปลายสายเพื่อให้ Pigtail loop ล็อคไว้ ไม่ให้มันคลายตัวได้
  • ต่อปลายสายระบายกับระบบถุงใส่ปัสสาวะ โดยเริ่มต่อ 3-way-stop-cock กับสายระบายก่อน ตามมาด้วยข้อต่อยางขนาดสั้น และต่อข้อต่อของถุงเก็บปัสสาวะ 
  • เย็บตรึงส่วนของสายระบายที่โผล่พ้นผิวหนังออกมาระยะ 1 เซนติเมตรด้วยไหมไม่ละลาย เช่น Nilon ขนาด 2,0 โดยเย็บให้ไหมติดกับผิวหนังก่อนและค่อยนำส่วนชายของไหมที่เหลือยาวประมาณ 1 คืบรัดรอบตัวสายหลายๆรอบให้แน่นเพื่อป้องกันสายเลื่อนตำแหน่ง ตัดไหมส่วนที่เหลือให้สั้นแค่ 1 เซนติเมตร
  • Irrigate สายระบายด้วยน้ำเกลือนอร์มอลจนสี urine ค่อนข้างใสไม่มีเลือดปนมากเพื่อป้องกันไม่ให้สายตันจากก้อนเลือด
  • ปิดพลาสเตอร์ที่มีกาวเหนียวตรึงสายไว้กับผิวหนังและปิดแผลด้วยผ้าก๊อสและพลาสเตอร์ หุ้มห่อข้อต่อต่างๆด้วยผ้าก๊อสและพลาสเตอร์เพื่อป้องกันสกปรก
  • แพทย์สั่งการดูแลหลังหัตถการ
    • งดอาหารต่อไปอีก 4ชั่วโมง อาจจะให้ดื่มน้ำได้บ้าง
    • ตรวจสอบชีพจรและความดันโลหิตทุก 30 นาทีเป็นเวลา 4 ชั่วโมง เมื่อปกติค่อยเลื่อนระยะเวลาตรวจสอบให้ห่างขึ้น
    • ตรวจสอบปริมาณและลักษณะของปัสสาวะในถุง reservoir bag

การดูแลหลังใส่สายระบายจากไต

  1. ตรวจสอบตำแหน่งและลักษณะสายระบาย เพื่อหาภาวะเลื่อน หักพับ หรือไม่
  2. สังเกตสี ปริมาณปัสสาวะที่ระบายออก โดยทั่วไปหลังใส่สายระบายใหม่ปัสสาวะจะมีสีแดงปนเลือดเหมือนน้ำล้างเนื้อ และค่อยๆจางลงจนเหลืองใสภายใน 48 ชั่วโมง หากปัสสาวะยังคงมีเลือดมากตั้งแต่แรกแสดงถึงภาวะเลือดออกยังไม่หยุด ต้องหาสาเหตุเพิ่มเติมว่ามีภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายระบายที่ตำแหน่งใดบ้าง 
  3. ทำแผลทางเข้าสายที่ผิวหนังและบริเวณที่เย็บตรึงสายวันละครั้ง
  4. หากปัสสาวะยังมีเลือดปนในช่วงแรก อาจพิจารณาฉีดน้ำเกลือนอร์มัลหล่อสายและดูดกลับปริมาณ 10 ml ต่อครั้ง พิจารณาความถี่ตามระดับเข้มข้นของปัสสาวะ เช่นทุก 8 หรือ 12 ชั่วโมง

สรุป

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

การเจาะไต (Renal Biopsy)

Percutaneous Renal Biopsy หรือ kidney biopsy คือ การเจาะเก็บเนื้อเยื่อจากไตเพื่อส่งตรวจวินิจฉัยทางเนื้อเยื่อหรือเซลล์วิทยา (Histology or Cytology) โดยสอดเข็มจากภายนอกร่างกายผ่านผิวหนังเข้าไปที่ไต ดังแผนภาพด้านล่าง
แผนภาพแสดงการเจาะไต


ข้อบ่งชี้ในการเจาะไต

1. ยืนยันชนิดของไตอักเสบ ซึ่งโดยมากจะเก็บเนื้อเยื่อจากส่วนล่างของไต
2. รอยโรคเฉพาะที่ในไต เช่น เนื้องอก หรือรอยผิดปกติที่สงสัยเนื้องอก กรณีนี้ต้องสอดเข็มเข้าไปตรงรอยโรคนั้นๆ

การประเมินผู้ป่วยก่อนเจาะไต

ประเมินความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมาก เช่น 

  • ภาวะที่เลือดออกหยุดยาก เช่น โรคฮีโมฟิลเลีย (Hemophilia), การทำงานของตับบกพร่อง (ตับแข็ง), ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ
  • ใช้ยาลดการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ Aspirin, ยา Antiplatelet อื่นๆ, Heparin, Warfarin ซึ่งหากแก้ไขภาวะนี้ได้ ก็สามารถทำการเจาะไตได้
ประเมินรอยโรคจากภาพ imaging ของผู้ป่วยเพื่อวางแผนหาทางสอดเข็มที่ปลอดภัยและเข้าถึงรอยโรคได้

ประเมินผลเลือด ได้แก่
Platelet count
Prothrombin time (PT)
Partial Thromboplastin Time (PTT)
แต่กรณีผู้ป่วยที่ได้รับยา Aspirin หรือยาที่ฤทธิ์ต่อต้านการทำงานเกร็ดเลือดต้องตรวจผลเลือดคือ Bleeding time อีกด้วย
นัดหมายวันที่และเวลาที่มาเจาะไต 
ออกเอกสารความเข้าใจหัตถการให้ผู้ป่วยหรือญาติ
ออกเอกสารการเตรียมตัวสำหรับผู้ป่วยและพยาบาลตึกผู้ป่วย
ตัวอย่างเอกสารเตรียมตัวผู้ป่วยก่อนการเจาะไต
เนื่องจากหลังการเจาะไตจำเป็นต้องเฝ้าระวังภาวะเลือดออกอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เราจึงต้องรับไว้เป็นผู้ป่วยในในวันที่มาเจาะไต จึงต้องเตรียมเอกสารสำหรับการเป็นผู้ป่วยในด้วย
กำชับให้พยาบาลผู้ป่วยในเตรียมหมอนทราย (น้ำหนัก 0.5 กก.)สำหรับกดทับแผลหลังการเจาะไตด้วย

การเตรียมอุปกรณ์สำหรับเจาะไต
1.    ใบเตรียมผู้ป่วย
2.    ใบเซนต์ยินยอมรับการตรวจ
Set ทำแผล (ประกอบด้วย ถาดสเตนเลส, forceps, ถ้วยสเตนเลสสำลี ก้อนก๊อส 10 แผ่นผ้าเจาะกลางไซริงแก้วขนาด10ซีซีขวดสเตอไรส์ขนาด 10ซีซี พร้อมฝาจุกยาง ขวดแผ่นสไลด์แก้วสำหรับสเมียร์ แผ่น พร้อมผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลาง
Dressing set 

3.    ปากกาเขียนไวท์บอร์ด แบบ permanent (สำหรับทำเครื่องหมายบนผิวหนังผู้ป่วย)
4.    ถุงมือ 6 นิ้วครึ่ง – 7 นิ้วครึ่ง
5.    เข็ม No.18 , 20 ,24 สำหรับดูดและฉีดยาชา
6.    พลาสเตอร์ยาปิดแผล 
7.    ถุงพลาสติกสเตอไรด์ไว้หุ้ม probe ultrasound พร้อมด้วยยางรัดธรรมดา
8.    เข็ม Biopsy แบบ automate trucut (Hunter biopsy Needle) 16G 

Hunter biopsy Needle 16G

9.    Chlorhexidine solution 2%
10.          Sterilized ultrasound Jelly (กรณีใช้ ultrasound guide procedure)
11.          ใบมีดเบอร์ 11
12.         Formalin 10 % 1 ขวด ไว้แช่ชิ้นเนื้อ
13.        เอกสารส่งเนื้อเยื่อ Histology 
14.         หมอนทรายไว้กดห้ามเลือด  
15.         กรณีที่ต้องส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น Immunofluorescence หรือ Electronmicroscopy ต้องเตรียมเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการให้นำกระดาษฟลอยด์สำหรับใส่ชิ้นเนื้อและแช่ในน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ด้วย

วิธีตรวจ


1.    เตรียมผู้ป่วยนอนบนเตียงตรวจ ท่าคว่ำ หนุนหมอนเตี้ยๆไว้ใต้หน้าท้อง
2.    พยาบาลอธิบายขั้นตอนการตรวจให้ผู้ป่วยทราบ
3.    พยาบาลวัด Vital Sign และลงบันทึกในแฟ้มประวัติผู้ป่วยก่อนการตรวจ
4.    แพทย์ทำการ Localized ด้วยเครื่อง US  และทำ Marker ตำแหน่งที่จะเจาะด้วยปากกา
5.    เทคนิเชี่ยนเปิด Set  ทำแผล
6.    เท Chlorhexidine Solution ใส่ถ้วย
7.    แพทย์จะทำความสะอาดบริเวณที่จะเจาะด้วย Chlorhexidine Solution และปูผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลาง
8.    เทคนิเชี่ยนเตรียม 2 % Xylocaine  ให้แพทย์ ห่อหุ้ม Ultrasound prob ด้วย ถุงพลาสติกสเตอไรล์
9.    แพทย์ทำการฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณที่จะเจาะ  ขยายปากแผลด้วยใบมีดเบอร์ 11 แล้วนำเข็ม Biopsy ที่เตรียมไว้สอดเข้าไปเป้าหมาย และตัดเนื้อเยื่อออกมา แช่ในน้ำยา Formalin
10.          หลังจากทำการตรวจเสร็จ  แพทย์จะปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ยา หรือ Gauze และใช้หมอนทรายกดทับเพื่อช่วยการห้ามเลือด
11.          พยาบาลวัด Vital Sign หลังตรวจเสร็จ  พร้อมทั้งบันทึกในแฟ้มประวัติผู้ป่วย

12.          แพทย์เขียนเอกสารส่งตรวจเนื้อเยื่อ คำสั่งดูแลผู้ป่วยหลังการเจาะไต, ป้อนคำสั่งส่งตรวจเนื้อเยื่อผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์, และพิมพ์รายงานการทำหัตถการ
13. ส่งผู้ป่วยกลับตึกผู้ป่วยใน

กลับสู่หน้า สารบัญ



วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Renal cyst Sclerosis

Renal cyst คือถุงซิสต์ในไต
ภาพแสดงซิสต์ของไต

การเกิด: ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน 

การตรวจพบ:มักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจทางภาพอัลตร้าซาวนด์ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์และ เอ็ม อาร์ ไอ

ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แสดงซิสต์ในไตข้างขวา

การรักษา: โดยทั่วไปถ้าไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องรักษา
กรณีที่ต้องรักษา เช่น ปวด ติดเชื้อ เบียดอวัยวะอื่นเช่นท่อไต
การรักษาโดยการดูดน้ำออกจากซิสต์ (Aspiration) อาจกลับเป็นซ้ำได้ง่าย
การรักษาด้วยการฉีด Sclerosing Agents จะช่วยให้การกลับเป็นซ้ำน้อยลง
Sclerosing Agent ที่นิยมที่สุดคือ Absolute Ethanol (95-100%) หาง่ายและราคาถูก
ฤทธิ์ของ Ethanol ทำให้ โปรตีนย่อยสลาย, เซลล์ตายและเกิดพังผืดแผลเป็นภายในซิสต์
ผลสำเร็จ: ประมาณ 70%

รายละเอียดการรักษา

แพทย์ตรวจดูภาพอัลตร้าซาวดน์ CT หรือ MRI ที่จำเป็นต่อการวางแผนการรักษา
คำแนะนำก่อนการรักษา
ให้ผู้ป่วยดูสื่อทำหัตถการ
การงดยาละลายลิ่มเลือด เช่น Warfarin และยาต้าน platelet
คำยินยอมรับการรักษา

การนัดหมาย

การเตรียมผู้ป่วย
รับไว้เป็นผู้ป่วยใน
งดอาหารและน้ำทางปาก 6 ชั่วโมงก่อนเวลารักษา
ตรวจเลือดหาค่า PT, PTT, CBC, BUN/Cr
ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
ให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ 
Cefazolin 1 gm (นน.น้อยกว่า 60kg), 2gm (นน 60-120kg), 3gm (นนกว่า 120kg) ก่อนหัตถการ 60 นาที
กรณีแพ้ยากลุ่ม Penicillin ให้
Vancomycin 1gm ก่อนหัตถการ 120 นาที

เตรียมยาแก้ปวด Morphine sulphate มาพร้อมกับผู้ป่วย

การเตรียมอุปกรณ์


เซต Suture

ถุงมือสเตอไรด์ เบอร์ 7-7 1/2

ปากกาเขียนไวท์บอร์ด แบบ permanent

Betadine solution

เข็มเบอร์ 18, 24

ยาชา xylocain 1% หรือ 2% with adrenaline

ถุงพลาสติกสเตอไรล์ไว้หุ้ม probe ultrasound พร้อมด้วยยางรัดธรรมดา

Sterilized ultrasound jelly (or sterile K-Y jelly)

เข็ม Troca เบอร์ 18 ยาว 10-15 ซม.

Amplatz stiff guide wire 0.038” ความยาว 80 cm

Contrast media

Dilator ขนาด 6 F, 8F

สาย Drainage 8F

95% แอลกอฮอล์ ไว้ฉีดเข้าไปcyst ประมาณ 100 ซีซี


ขั้นตอนและเทคนิค

  • ผู้ป่วยมาถึงห้องตรวจ fluoroscopy (และมี Ultrasound)
  • ให้ Morphine 5mg IV เมื่อผู้ป่วยมาถึง
  • จัดท่าผู้ป่วยในท่าคว่ำหรือตะแคงด้านที่จะใส่สายขึ้นแล้วแต่กรณี
  • แพทย์ตรวจอัลตร้าซาวดน์ เพื่อกำหนดจุดใส่สายระบาย
  • ทำความสะอาดผิวด้วย Chlorhexidine
  • คลุมผ้าสะอาดและผ้าช่อง
  • หุ้ม ultrasound probe ด้วยถุงพลาสติก sterile
  • ฉีดยาชา under ultrasound guidance
  • ทำ skin knick ด้วย blade No.11
  • ถ้าเป็นวิธี Troca technique จะทำดังนี้
  • สอดสายระบายเข้าโดยตรง
วิธี Direct troca technique แทงสาย drain ที่มีแกนในเป็นเข็มปลายแหลมเข้าไปในซิสต์โดยครงในขั้นตอนเดียว

  • ถ้าเป็นวิธี Seldinger technique จะทำดังนี้
  • สอดสายระบายเข้าโดยผ่าน guide wire โดยขั้นแรก จะ puncture ด้วยเข็ม Chiba No.18 ก่อน ต่อด้วยการสอด 0.38" amplat stiffed guide wire เข้าทางรูเข็มเข้าไปอยู่ในซิสต์ ต่อมาถอยเข็ม Chiba ออก เหลือแต่ guide wire คาไว้ในซิสต์ นำ Dilatator สอดเข้า guide wire เพื่อขยายเส้นทางผ่านของ guidwire จากเบอร์เล็กมาจนถึงขนาดที่ต้องการคือ 5F, 6F, 7F, 8F ตามลำดับ ขั้นสุดท้ายประกอบสายระบาย 8F เข้ากับแกนโลหะสอดผ่าน guide wire ลงไปในซิสต์ ถอดแกนโลหะออกคาสายระบายเอาไว้ ล็อค pigtail loop

  • หลังจาก loop สายระบายเรียบร้อย จะฉีด contrast media เข้าทางสายเพื่อดูการติดต่อระหว่าง cyst กับ renal collecting system
    ฉีด diluted contrast media (contrast: Normal saline 1:3) ผ่านทางสายระบายเข้าไปในซิสต์ ดังรูปไม่เห็น contrast media เข้าไปใน renal collecting system สรุปว่าไม่มีการติดต่อกันระหว่างซิสตืกับ ทางเดินปัสสาวะ จึงสามารถทำ Ablation ได้

  • เย็บยึดสายไว้กับผิวหนัง
  • ปิดพลาสเตอร์คลุมแผลใส่สายให้เรียบร้อย
  • หากผลการฉีดสารทึบรังสีพบรอยติดต่อระหว่างซิสต์กับ renal colecting system จะไม่มีการรักษาด้วย Ethanol อีกต่อไปเพื่อไม่ให้ท่อไตถูกทำลายโดย Ethanol
  • วัดปริมาณของเหลวที่ drainage จาก cyst ทั้งหมด
  • เตรียม 95% Ethanol ปริมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณของเหลวจากซิสต์ (แต่ไม่เกิน 100 ml) ใส่ทางสายระบายเข้าไปในซิสต์และขังไว้
  • ให้ผู้ป่วยนอนในทางหงาย คว่ำ ตะแคงซ้ายลง และขวาลงท่าละห้านาที
  • ปล่อยระบาย Ethanol ออกจนหมดและส่งผู้ป่วยกลับขึ้่้น Ward
  • แพทย์เขียนบันทึกการรักษาและคำสั่่งการดูแลหลังหัตถการ

การติดตามอาการ


  • เฝ้าระวังเลือดออก โดยวัด BP, pulse ทุก 15 นาทีในชั่วโมงแรก, ทุก 30 นาทีในสองชั่วโมงถัดมา, และ ทุก 1 ชั่วโมงในสี่ชั่วโมงถัดมา
  • เฝ้าระวังการปวด โดยสั่งยาแก้ปวดตามความเหมาะสม
  • เฝ้าระวังสายเลื่อนหลุด 




กลับสู่หน้า สารบัญบทความ