หัตการการทางรังสีร่วมรักษาแม้ว่าจะรูเล็กและบาดแผลน้อย แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีความบกพร่องของการแข็งตัวของเลือด ไม่ว่าเกิดจากโรคประจำตัวบางอย่างหรือยาที่มีผลบางชนิด จำเป็นต้องมีความระมัดระวัง
เราจะแบ่งหัตถการเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มีโอกาสเสียเลือดง่ายและยาก
หัตถการที่เสี่ยงต่ำต่อการเสียเลือดง่าย คือเสียเลือดเพียง 2-3 หยดโดยประมาณ ได้แก่หัตถการที่ รูเล็กมากกว่า 1 มม โดยประมาณและเจาะในตำแหน่งที่ตื้นๆ เช่นไธรอยด์ เต้านม ต่อมน้ำเหลืองหรือก้อนที่อยู่ใกล้ผิวหนัง เป็นต้น
หัตถการทีเสี่ยงสูงต่อเสียเลือดง่าย ได้แก่หัตถการที่รูแผลใหญ่กว่า 1 มม ขึ้นมา หรือเป็นหัตถการที่ รู เล็กกว่า 1มม. ก็ตามแต่เป็นอวัยวะที่อยู่ลึกกว่า เช่น ภายในช่องท้อง ภายในช่องอก
เมื่อเจ้าหน้าที่ทราบแล้วว่าหัตถการที่รับปรึกษานั้นเสี่ยงต่ำหรือสูง ลำดับถัดมา จำเป็นต้องถามประวัติโรคหรือยาที่มีผลให้เลือดแข็งตัวช้า ซึ่งจะมีผลต่อการเสียเลือดมากกว่าธรรมดา ได้แก่
ประวัติโรคเลือดออกหยุดยาก ได้แก่
โรคฮีโมฟิลเลีย (Hemophillia)
โรค Idiopathic Thrombocytopenia
โรคตับแข็ง
เป็นต้น
ประวัติผู้ป่วยที่อาจได้รับยาที่ลดการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ ยา
Aspirin
NSAID
Ticagrelor
Clopidogrel
Prasugrel
Ticlopidine
Warfarin
ซึ่งยาแต่ละตัวมีคำแนะนำในการให้ระยะเวลาหยุดยาก่อนทำหัตถการแตกต่างกัน เช่น
Aspirin ไม่ต้องหยุดยาเลย เพราะมีผลไม่มากนัก
Ticagrelor หยุดยา 3-5 วันก่อนทำหัตถการ
Clopidogrel หยุดยา 5 วันก่อนทำหัตถการ
Prasugrel หยุดยา 7 วันก่อนทำหัตถการ
Ticlopidine หยุดยา 10-14 วันก่อนทำหัตถการ
การได้รับยาชนิดใดจึงมีผลต่อวันนัดทำหัตถการได้เร็วที่สุดแค่ไหนจึงจะลดความเสี่ยงต่อการเลือดออกหยุดช้า
นอกจากนี้ เมื่อถึงวันครบกำหนดหยุดยาแล้ว แพทย์ยังจำเป็นต้องยืนยันด้วยการตรวจเลือดหาค่า PT,PTT, Platelet count และ Bleeding time อีกเพื่อแน่ใจว่าผลของยาน้อยจนค่าการแข็งตัวของเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้สามารถทำหัตถการได้
กลับสู่ สารบัญบทความ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลเลือด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลเลือด แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557
การตรวจเลือดต่างๆ
ก่อนทำหัตถการทาง intervention บางอย่างอาจต้องตรวจเลือดวิเคราะห์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่่อภาวะไตวายหรือภาวะเลือดออกหยุดช้า ในที่นี่จะอธิบายค่าตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับงาน intervention พอสังเขป ดังต่อไปนี้
Bleeding Time คือการวัดระยะเวลาตั้งแต่เกิดบาดแผลจนกระทั่งเลือดหยุดนานเท่าใด ทำโดยการใช้ใบมีดปลายแหลมเล็ก ทำให้เกิดแผลรอยบากเล็กๆที่ปลายนิ้ว และเริ่มจับเวลา จากนั้นจะนำกระดาษกรองมาซับเลือดปลายนิ้วออกเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่เห็นเลือดซึมออกมาจากบาดแผลอีก บันทึกระยะเวลาเป็นหน่วยนาที
Partial Thromboplastin Time (PTT) พาเชียลโปรทรอมบิน ไทม์ คือ การวัดระยะเวลาที่เลือดจะแข็งตัวแบบหนึ่ง โดยทั่วไปมีค่าระหว่าง 25-35 วินาที แต่โดยทั่วไปจะเปรียบเทียบค่ากับ ค่าควบคุม (Control value) เป็นอัตราส่วน
Platelet count ค่า เพล็ตเล็ตเคานท์ คือ การวัดหาประมาณปริมาณเกร็ดเลือดต่อเลือดหนึ่งมิลลิลิตร หากเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติจะมีปัญหาต่อการแข็งตัวของเลือดได้
Prothrombin time (PT) โปรทรอมบิน ไทม์ คือ การวัดระยะเวลาที่เลือดจะแข็งตัวเป็นลิ่มเลือด จากองค์ประกอบภายนอกอีกประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปจะมีค่าปกติอยู่ระหว่าง 12-13 วินาที แต่โดยทั่วไปขึ้นกับน้ำยาที่ใช้ตรวจซึ่งแตกต่างกันในแต่ละบริษัทผู้ผลิต จึงมีการหาอัตราส่วนเปรียบเทียบกับค่าปกติเฉลี่ย เรียกว่า International Normalized Ratio (INR) ซึ่งหาได้จาก ค่า prothrombin time ของผู้ป่วยหารด้วยค่า prothrombin time ปกติของน้ำยาทดสอบนั้น
กลับสู่หน้า >>>สารบัญ<<<
Bleeding Time คือการวัดระยะเวลาตั้งแต่เกิดบาดแผลจนกระทั่งเลือดหยุดนานเท่าใด ทำโดยการใช้ใบมีดปลายแหลมเล็ก ทำให้เกิดแผลรอยบากเล็กๆที่ปลายนิ้ว และเริ่มจับเวลา จากนั้นจะนำกระดาษกรองมาซับเลือดปลายนิ้วออกเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่เห็นเลือดซึมออกมาจากบาดแผลอีก บันทึกระยะเวลาเป็นหน่วยนาที
ค่าปกติ ระหว่าง 1 ถึง 9 นาที หากยาวนานกว่านี้ถือว่า เลือดเแข็งตัวช้าผิดปกติ
มักมีปัจจัยจากเกร็ดเลือดทำงานบกพร่อง แก้ไขโดยการให้เกร็ดเลือดCreatinine (Cr) ค่าคริเอตินิน เป็นการวัดค่าการทำงานของไตซึ่งสามารถวัดได้จากน้ำเลือด โดยคริเอตินินเป็นของเสียที่เกิดขึ้นจากร่างกายในชีวิตประจำวันและมีค่าคงที่เนื่องจากไตสามารถขจัดออกทางปัสสาวะได้ทุกวัน แต่ในรายที่ไตบกพร่อง คริเอตินินในน้ำเลือดจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เราตรวจ คริเอตินิน เพื่อพิจารณาวางแผนการฉีดสารทึบรังสี (contrast media) ดังต่อไปนี้
ค่าปกติที่ยอมรับได้ของแผนกเราคือ Cr ต่ำกว่า 1.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ให้ใช้ contrast media ได้แก่ Ultravist, Xenetix, Optiray
ค่า Cr ระหว่าง 1.5 ถึง 2.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ให้ใช้ Visipaque
ค่า Cr มากกว่า 2.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไม่ควรฉีด iodinate contrast media
Partial Thromboplastin Time (PTT) พาเชียลโปรทรอมบิน ไทม์ คือ การวัดระยะเวลาที่เลือดจะแข็งตัวแบบหนึ่ง โดยทั่วไปมีค่าระหว่าง 25-35 วินาที แต่โดยทั่วไปจะเปรียบเทียบค่ากับ ค่าควบคุม (Control value) เป็นอัตราส่วน
ค่า PTT/control ที่ยอมรับได้ ต้องไม่เกิน 1.5 เท่า
Platelet count ค่า เพล็ตเล็ตเคานท์ คือ การวัดหาประมาณปริมาณเกร็ดเลือดต่อเลือดหนึ่งมิลลิลิตร หากเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติจะมีปัญหาต่อการแข็งตัวของเลือดได้
ค่าที่ยอมรับได้ ไม่น้อยกว่า 75,000 ตัวต่อเลือดหนึ่งมิลลิลิตร
Prothrombin time (PT) โปรทรอมบิน ไทม์ คือ การวัดระยะเวลาที่เลือดจะแข็งตัวเป็นลิ่มเลือด จากองค์ประกอบภายนอกอีกประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปจะมีค่าปกติอยู่ระหว่าง 12-13 วินาที แต่โดยทั่วไปขึ้นกับน้ำยาที่ใช้ตรวจซึ่งแตกต่างกันในแต่ละบริษัทผู้ผลิต จึงมีการหาอัตราส่วนเปรียบเทียบกับค่าปกติเฉลี่ย เรียกว่า International Normalized Ratio (INR) ซึ่งหาได้จาก ค่า prothrombin time ของผู้ป่วยหารด้วยค่า prothrombin time ปกติของน้ำยาทดสอบนั้น
ค่า INR ที่ยอมรับได้ของการทำหัตถการ คือ ไม่เกิน 1.5
กลับสู่หน้า >>>สารบัญ<<<
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)